4 ปัจจัยสำคัญ วิธีเลือก ‘ชาเขียว’ ให้ตรงใจ

ชาเขียว เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มยอดฮิตในตอนนี้ที่ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ แต่สำหรับคนที่สนใจอยากเข้าวงการชาเขียวก็จะพบว่า มีชาเขียวหลากหลายแบบ จนทำให้สงสัยว่า จะเลือกชาเขียวแบบไหนดี? 

Harney & Sons Thailand ขอพาไปดู 4 ปัจจัยที่ใช้ในการเลือกชาเขียวให้ตอบโจทย์รสชาติที่ต้องการและตรงใจคุณที่สุด

Choose Best Green Tea Factors 02

ปัจจัยที่ 1: ประเภทของชาเขียวและรสชาติที่แตกต่าง

ชาเขียวมีหลากหลายประเภท แต่ละชนิดก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งในด้านกลิ่น สี และรสชาติ โดยหลักๆ แล้วจะมีอยู่ 4 ประเภทที่ได้รับความนิยมสูง คือ เกียวคุโระ (Gyokuro), มัทฉะ (Matcha), เซ็นฉะ (Sencha), บันฉะ (Bancha)

เกียวคุโระ (Gyokuro)

เป็น ใบชาพรีเมี่ยม ที่ปลูกโดยการคลุมผ้ากันแสงก่อนเก็บเกี่ยว ทำให้มีรสชาติอูมามิ ไม่ฝาดและหวานอ่อนๆ ชาเขียวชนิดนี้มีราคาสูงเพราะเก็บเกี่ยวได้ทีละน้อย จึงเหมาะสำหรับโอกาสพิเศษหรือพิธีการต่างๆ 

มัทฉะ (Matcha)

มัทฉะ น่าจะเป็นชื่อที่คุ้นเคยที่สุดในบรรดาชาเขียว เป็น ชาเขียวเกรดพรีเมี่ยม ที่ถูกบดเป็นผงละเอียด มีลักษณะเป็นสีเขียวสดใส รสชาติเข้มข้น หวานนิดๆ และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบรสชาติที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ทำเครื่องดื่มหลากหลายรูปแบบหรือขนมหวานได้

เซ็นฉะ (Sencha)

เซ็นฉะ เป็นชาเขียวที่พบได้ส่วนใหญ่เพราะปลูกเก็บเกี่ยวได้ง่าย (เก็บเกี่ยวในช่วงแรกหรือช่วงที่สองของปี) มีความแตกต่างจากสองประเภทแรกเพราะไม่ต้องปลูกในที่ร่มหรือคลุมผ้า มีรสชาติที่ออกไปทางฝาดแต่มีกลิ่นที่หอม

บันฉะ (Bancha)

บันฉะ จะมีคุณภาพรองลงมาจากเซ็นฉะ เพราะได้มาจากใบชานอกฤดูกาล (เก็บเกี่ยวในช่วงที่สามหรือสี่ของ) สีออกไปทางเหลืองอมเขียว มีรสชาติฝาดกว่าชนิดอื่น รวมถึงกลิ่นหอมไม่โดดเด่นเท่า จึงมักนำไปดัดแปลงเป็นเมนูชาอื่นๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ เช่น โฮจิฉะ เก็นไม่ฉะ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าชาเขียวแต่ละประเภท ก็มีรสชาติ กลิ่น ที่แตกต่างกัน ปัจจัยข้อแรกจึงเป็นการเลือกก่อนว่า ประเภทชาเขียวแบบไหนที่ตรงกับความต้องการที่สุด

Choose Best Green Tea Factors 03

ปัจจัยที่ 2: แหล่งกำเนิดและวิธีการแปรรูป (ญี่ปุ่น vs. จีน)

สำหรับ ชานำเข้า แหล่งปลูกและวิธีการแปรรูป ก็มีผลโดยตรงต่อรสชาติและคุณภาพของใบชาเขียว ชาเขียวญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ผ่านกระบวนการนึ่ง (Steaming) เพื่อหยุดการออกซิเดชัน ทำให้ ใบชาเขียวแห้ง มีสีเขียวสดและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ คือ หวานคล้ายสาหร่าย และมีรสอูมามิที่โดดเด่น ชาญี่ปุ่นจึงมักมีรสชาติที่นุ่มนวลและซับซ้อน เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความละเอียดอ่อนของรสชาติ

ส่วน ชาเขียวจากจีน จะใช้วิธีการคั่วในกระทะ (Pan-firing) แทนการนึ่ง ทำให้รสชาติออกมาคล้ายหญ้าอ่อนและถั่ว (Nutty) มากกว่า ใบชาพรีเมี่ยม จากจีนมักมีรสชาติที่ชัดเจน สดชื่น และมีความหอมที่แตกต่างจากญี่ปุ่น เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบรสชาติที่ตรงไปตรงมา

โดยสรุปคือถึงแม้ทั้งสองแหล่งกำเนิดจะมีคุณภาพสูง แต่รสชาติแตกต่างกันอย่างชัดเจนนั่นเอง

Choose Best Green Tea Factors 04

ปัจจัยที่ 3: ระดับ ‘คุณภาพ’ และความบริสุทธิ์ (ออร์แกนิก vs. ทั่วไป)

ปัจจัยต่อมา คือ คุณภาพของชาเขียว ซึ่งเราสามารถมองได้ทั้งในแง่ของ การพิจารณาลักษณะชาเขียวที่ดี รวมถึง พิจารณาวิธีการในการปลูกและเก็บเกี่ยวได้เช่นกัน

วิธีการดูลักษณะชาเขียวที่ดี

ลักษณะของชาเขียวที่บ่งบอกถึงคุณภาพที่ดี จะสะท้อนนออกมาใน 4 ด้านหลักๆ คือ 

  1. ลักษณะของใบชาแห้ง
    หากเป็นชาเขียวแท้ที่ไม่ผ่านการแต่งสีหรือแต่งกลิ่น ใบชาควรมีสีเขียวเข้มสด ไม่ซีด เหลือง หรือออกน้ำตาล ซึ่งแปลว่าเป็นใบชาใหม่ที่ยังไม่ผ่านการออกซิเดชันมากเกินไป และใบชาคุณภาพดีจะมีลักษณะเรียวยาว สม่ำเสมอ ใบไม่แตก และมีก้านหรือผงชาน้อย
  2. สีน้ำชาเมื่อชง
    ชาเขียวเกรดพรีเมี่ยมเมื่อชงออกมาจะได้น้ำชาสีเขียวมรกต หรือเขียวอมทองใสสะอาด ไม่มีตะกอนหรือสีขุ่น ซึ่งบ่งบอกถึงความบริสุทธิ์และความสดใหม่ของใบชา
  3. กลิ่นหอมของชา
    กลิ่นคือสิ่งที่บอกคุณภาพได้ชัดเจนที่สุด หากชงแล้วมีกลิ่นอับ กลิ่นฝุ่น หรือกลิ่นหืน แสดงว่าใบชาอาจเก็บไว้นานหรือเก็บรักษาไม่ดี ชาคุณภาพดีจะมีกลิ่นหอมสดชื่นคล้ายกลิ่นหญ้าสด (Grassy) หรือสาหร่ายทะเล (Seaweed) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาเขียว
  4. รสชาติเมื่อดื่ม
    ชาเขียวที่ดีจะมีรสกลมกล่อม สมดุลระหว่างความอูมามิ (Umami) และความหวานตามธรรมชาติ พร้อมมีรสฝาด (Astringency) เล็กน้อยที่ปลายลิ้น 

ความสำคัญของการปลูกและการเก็บเกี่ยวที่ส่งผลต่อคุณภาพชา

เบื้องหลังชาเขียวคุณภาพดี ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ การปลูก และ การเก็บเกี่ยว ซึ่งมีผลอย่างยิ่งต่อกลิ่น รส และคุณภาพของใบชา เช่น

  • สภาพแวดล้อมในการปลูก – ใบชาเขียวที่เติบโตในพื้นที่อากาศเย็น และได้รับแสงแดดในระดับพอเหมาะ มักให้รสชาติกลมกล่อมและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
  • ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว – ใบชาที่เก็บเกี่ยวครั้งแรกจะให้รสชาติสดชื่นและอ่อนนุ่มกว่าใบชาที่เก็บในช่วงหลัง ซึ่งมักให้รสเข้มและกลิ่นชัดเจน
  • กระบวนการเก็บเกี่ยวด้วยมือ – แม้จะใช้เวลามากกว่า แต่ช่วยคัดเฉพาะยอดชาอ่อนที่ให้คุณภาพสูง เหมาะกับการผลิต ชาเขียวเกรดพรีเมี่ยม ที่ให้รสชาติและกลิ่นดีที่สุด
Choose Best Green Tea Factors 05

ปัจจัยที่ 4: รูปแบบของตัวชาเขียว (ใบ vs. ถุงชา vs. ผง)

ปัจจัยข้อสุดท้าย คือเรื่องของ “รูปแบบ” ของชาเขียว เพราะแต่ละรูปแบบก็ให้ข้อดีในด้านที่ต่างกันไป เช่น

  • Loose Leaf (ใบชาเขียวแห้ง) เป็นรูปแบบที่ให้รสชาติที่ดีและเข้มข้นที่สุด เพราะ ใบชาพรีเมี่ยม ยังคงความสมบูรณ์ได้เต็มที่ขณะชง ควบคุมความเข้มข้นได้ตามต้องการ แม้จะใช้เวลามากกว่าเล็กน้อยในการชง แต่ผลลัพธ์คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรสชาติที่แท้จริง
  • Tea Bags (ถุงชา) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายและรวดเร็ว ถุงชาสมัยใหม่มีการออกแบบให้เก็บกักรสชาติคุณภาพไว้ได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับการดื่มในออฟฟิศหรือขณะเดินทาง แม้รสชาติอาจไม่เข้มข้นเท่าแบบใบชา แต่ก็ยังคงคุณภาพที่ดีมากๆ อยู่
  • Powder (ผง) เช่น Matcha สามารถใช้ได้หลากหลายวิธี ทั้งการชงดื่ม ทำลาเต้ สมูทตี้ หรือใช้ในการทำขนม 

สุดท้ายแล้ว การเลือก ชาเขียว ที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวและวัตถุประสงค์ในการดื่ม ซึ่งคุณอาจจะเริ่มต้นด้วยการทดลองแบบต่างๆ ก่อน เพื่อหารสชาติที่ชอบและรูปแบบที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

ขอให้ความสุขกับชา harney & sons thailand ของเราทุกวันนะคะ

อ้างอิง:
ประเภทชาเขียว

Source Link

https://kiji.life/japanesegreentea/

เกรดชาเขียว
https://matcha.com/blogs/news/a-guide-to-different-matcha-grades-and-categories

A Guide to Harvesting Tea Leaves: An Essential Process in Japanese Green Tea
https://mizubatea.com/blogs/news-1/a-guide-to-harvesting-tea-leaves-an-essential-process-in-japanese-green-tea